Make your own free website on Tripod.com
::  กราฟฟิก  ::
::  หน้าหลัก  ::
::   ผู้จัดทำ  ::
::   บทเรียน   ::
:::::ฟังเพลง:::::  
:::::VDO:::::  
:::::แชท :::::  
:::::เว็บครูเอ็ด :::::  

บทที่ 1 ธรรมชาติของภาษา

บทที่ 2 ลักษณะควรสังเกต
     บาง ประการในภาษาไทย

บทที่ 3 ระดับภาษา


บทที่ 4 ราชาศัพท์

- สระ
- พยัญชนะ
- วรรณยุกต์
- เสียงหนักเสียงเบา
- คำ
- ประโยค
แบบทดสอบก่อนเรียน

แบบทดสอบหลังเรียน
  
 
     
   

 
  .... เว็บของกระผมอยู่ระหว่างการปรับปรุงโปรแกรม   อาจมีปัญหาเข้าไม่ได้เป็นบางครั้ง ต้องขออภัยในความไม่สะดวกด้วยก็แล้วกันนะครับ....           
                   
   


ลักษณะควรสังเกตบางประการในภาษาไทย

สระ

รูปสระ 

          สระในภาษาไทยนั้นเเปลกออกไปจากบาลี เเละสันสกฤต เเละภาษาอื่นๆ
ที่ถ่ายเเบบมาด้วยกัน คือ ภาษาเหล่านั้นมีรูปสระเป็น ๒ ชนิด ใช้ เขียนโดดๆ ชนิดหนึ่ง
ใช้ประสมกับพยัญชนะอีกชนิดหนึ่ง เเต่ในภาษาไทยมีเเต่รูปสระ ที่ใช้ประสมกับพยัญ
ชนะอย่างเดียว เมือ่ต้องการจะเขียนโดดๆก็เอาตัว อ ซึ่งจัดเป็นพยัญชนะมาประสมเข้า
ออกเสียงเช่นเดียวกับสระเปล่า เช่น อา, อู, เอ, เป็นต้น  เว้นเเต่สระ
ฤ ฤา ฦ ฦา 4 ตัวนี้เขียนโดดๆก็ได้ ประสมกับพยัญชนะก็ได้  เช่นเดียวกับสระอังกฤษ เเละรูปสระนั้น
บางทีก็ใช้ รูปเดียว เป็นสระหนึ่ง บางทีก็ใช้หลายรูปประสมกันเป็นสระหนึ่ง มีต่างๆกันเป็น 21 รูป
ดังนี้
1.   -ะ  เรียก วิสรรชนีย์
สำหรับประหลังหรือเป็นสระอะ เเละประสมกับรูปอื่น เป็นสระ เอะ เเอะ
โอะ เอาะ เออะ เอียะ เอือะ อัวะ
2.   -ั 
เรียก ไม้ผัด หรือ ไม้หันอากาศ สำหรับเขียนข้างบนเป็นสระ อะ เมื่อมีตัวสะกด เเละประสม
กับรูปอื่นเป็นสระ อัวะ อัว
3.  
-็  เรียก ไม้ไต่คู้ สำหรับเขียนข้างบน เเทนวิสรรชนีย์ในสระบางตัวที่มี ตัวสะกด เช่น เอ็น เเอ็น
อ็อน ฯลฯ เเละใช้ประสมกับตัว ก เป็นสระ เอาะ มีไม้โท คือ ก็ อ่าน (เก้าะ)
4.   -า 
เรียก ลากข้าง สำหรับเขียนข้างหลัง เป็นสระ อา เเละประสม กับรูปอื่น เอาะ อำ เอา
ู5.    -ิ  เรียก พินทุ์ อิ สำหรับเขียนข้างบนเป็นสระ อิ เเละประสมกับรูปอื่น เป็นสระ อี อึ อื เอียะ
เอีย  เอือะ เอือ เเละใช้เเทนตัว อ ของ สระ เออ เมื่อมีตัวสะกดก็ได้ เช่น เกอน เป็น เกิน ฯลฯ
6.   -่ 
เรียก ฝนทอง สำหรับเขียนข้างบนพินทุ์ อิ เป็นสระ อี เเละประสม กับรูปอื่นเป็นสระ เอียะ เอีย
7.  -ํ 
เรียก นฤคหิต หรือ หยาดน้ำค้าง สำหรับเขียนข้างบนลากข้าง เป็นสระ อำ 
บนพินทุ์ อิ เป็นสระ อึ ในภาษาบาลีเเละสันกฤตท่านจัดเป็นพยัญชนะ เรียกว่า นิคหิต
หรือ นฤคหิต
สำหรับเขียนบนสระในภาษาบาลี  อ่านเป็น เสียง ง สะกด เช่น กํ กึ 
อ่านว่า กัง กิง   ในภาษาสันสกฤต
อ่านเป็นเสียง ม สะกด เช่น กํ กึ  อ่านว่า กัม กิม โบราณนำมาใช้เช่น ชุมนุม ฯลฯ
8.  
เรียก ฟันหนู สำหรับเขียนบน พินทุ์ อิ เป็นสระ อือ เเละ ประสมกับสระ อื่นเป็นสระ เอือะ เอือ 
9.  -ุ  เรียก ตีนเหยียด
สำหรับเขียนข้างล่างเป็นสระ อุ 
10. 
-ู เรียก ตีนคู้ สำหรับเขียนข้างล่างเป็นสระ อู 
11.  เ-  เรียก ไม้หน้า
สำหรับเขียนข้างหน้า รูปเดียวเป็นสระ เอ สองรูป เป็น สระ เเอ  เเละประสม
กับรูปอื่นเป็นสระ เอะ เเอะ เออะ  เออ เอียะ เอีย เอือะ เอือ  เอา
12.    เรียก ไม้ม้วน สำหรับเขียนข้างหน้าเป็นสระ ใอ
13.  ไ 
เรียก ไม้มลาย สำหรับเขียนข้างหน้า เป็นสระ ไอ
14.  โ 
เรียก ไม้โอ สำหรับเขียนข้างหน้า เป็นสระ โอ เเละเมื่อ ประวิสรรชนีย์ เข้าไปเป็นสระ โอะ
15. 
เรียกตัว ออ สำหรับเขียนข้างหลังเป็นสระ ออ เเละประสมกับรูปอื่น เป็นสระ อือ (เมื่อไม่มีตัว
สะกด) เออะ เออ เอือะ เอือ
16. 
เรียกตัว ยอ สำหรับประสมกับรูปอื่นเป็นสระ เอียะ เอีย
17. 
เรียกตัว วอ สำหรับประสมกับรูปอื่นเป็นสระ อัวะ อัว
18. 
เรียกตัว รึ สำหรับเขียนเป็นสระ ฤ
19.  ฤา
เรียกตัว รือ สำหรับเขียนเป็นสระ ฤา
20.     เรียกตัว ลึ สำหรับเขียนเป็นสระ ฦ
21.   ฦา
เรียกตัว ลือ สำหรับเขียนเป็นสระ ฦา
ฤ ฤา ฦ ฦา 4 ตัวนี้เป็นสระมาจากสันสกฤต จะเขียนโดดๆก็ได้ ประสมกับ พยัญชนะก็ได้ เเต่ใช้เขียนข้างหลังพยัญชนะ

เสียงสระ 

          ถึงเเม้ว่าสระจะเป็นเสียงเเท้ ซึ่งเปล่งออกมาจากลำคอก็ดี เเต่ก็ต้องอาศัย ฐาน คือที่เกิด
บ้างเล็กน้อยเหมือนกัน เเต่ไม่ต้องใช้ลิ้นหรือ ริมฝีปากให้มาก จนทำให้เสียงเเปรไปเป็นพยัญชนะ
ในภาษาไทยมีเสียงสระต่างกันเป็น 32 เสียง ซึ่งประกอบขึ้นด้วยรูปสระ 21 ข้างต้นดังนี้


สระเสียงสั้น
สระเสียงยาว
-ะ
อะ
-า
อา
-ิ
อิ
-ี
อี
-ึ
อึ
-ื
อื
-ุ
อุ
-ู
อู
เ-ะ
เอะ
เ-
เอ
เเ-ะ
เเอะ
เเ-
เเิอ
โ-ะ
โอะ
โ-
โอ
เ-าะ
เอาะ
-อ
ออ
เ-อะ
เิิออะ
เ-อ
เิิออ
เ-ียะ
เิอียะ
เ-ีย
เอีย
เ-ียะ
เอือะ
เิ-ืิอ
เอือ
-ัวะ
อัวะ
-ัว
อัว
 
ฤา
-ำ
อำ
   
ไ-
ไอ
   
ใ-
ใอ
   

เ-า

เิอา
   


18 สระเดี่ยว : อะ  อา  อิ  อี  อึ   อื  อุ  อู  เอะ  เอ  เเอะ  เเิอ  โอะ  โอ  เอาะ  ออ  เิิออะ  เิิออ

6 สระประสม : เิอียะ  เอีย  เอือะ  เอือ  อัวะ  อัว

8 สระที่เหมือนพยัญชนะ  : ฤ  ฤา ฦ ฦา อำ ไอ ใอ เิอา


พยัญชนะ 

ภาษาไทยมีพยัญชนะ 44 ตัว มีทั้งหมด 21 เสียง เเละ เเบ่งออกเป็นสามเสียง คือ เสียง สูง กลาง เเละ ต่ำ  
1. 11. น ณ 
2. ข ฃ ค ต ฆ 12.
3. 13.
4. 14. ผ พ ภ
5. ฉ ช ฌ 15. ฝ ฟ
6. ซ ศ ษ ส  16.
7. ญ ย 17. ร 
8. ฎ ด  กับเสียง  18. ล ฬ
ฑ บางคำ 19.
9. ฏ ต 20. ห ฮ
10. ฐ ถ ฑ ฒ ท ธ  21. เสียง ไม่นับ

พยัญชนะเสียงสูงมี 11 ตัว เเละผันได้ เสียงที่ ๕, ๒ เเละ ๓ (ดูที่วรรณยุกต์)
พยัญชนะเสียงกลางมี 24 ตัว เเละผันได้ทั้งหมดห้าเสียง
พยัญชนะเสียงต่ำมี 9 ตัว เเละผันได้ เสียงที่ ๑, ๓ เเละ ๔  (ดูที่วรรณยุกต์)
 

เสียงพยัญชนะ
พยัญชนะเสียงสูง : ข ฃ ฉ ฐ ถ ผ ฝ ศ ษ ส ห
พยัญชนะเสียงกลาง : 
ก จ ฎ ฏ ด ต บ ป อ
พยัญชนะเสียงต่ำ
ค ฅ ฆ ง ช ซ ฌ ญ ฑ ฒ ณ ท ธ น พ ฟ ภ ม ย ร ล ว ฬ ฮ

พยัญชนะไทยมีเสียงดังนี้ 
เสียง
ออกเสียง
พยัญชนะ
กอ
Gor
คอ
Kor
ข ฃ ค ฅ ฆ
งอ
Ngor
จอ
Jor
ชอ
Chor
ฉ ช ฌ
ซอ
Sor
ซ ศ ษ ส 
ดอ
Dor
ด ฎ
ตอ
Dtor
ต ฏ
ทอ
Tor
ฐ ถ ฑ ฒ ท ธ
นอ
Nor
ณ น
บอ
Bor
ปอ
Bpor
พอ
Por
ผ พ ภ
ฟอ
For
ฝ ฟ
มอ
Mor
ยอ
Yor
ญ ย
รอ
Ror
ลอ
Lor
ล ฬ
วอ
Wor
ออ
Or
ฺฮอ
Hor
ห ฮ

เสียงกังวาน :  ง (ng) น (n) ม (m) ย (y) ว (w)  ถ้าจับที่ลูกกระเดือกเมื่อออกเสียงจะสั่น
น ณ ร ล ฬ ญ ออกเสียงเหมือน "n" 
ออกเสียงเหมือน "o" 
ออกเสียงเหมือน "ng" 
ออกเสียงเหมือน "m" 
ย ว ออกเสียงเหมือน "i" 

เสียงไม่กังวาน  : ก ด บ

พยัญชนะข้างล่างนี้ไม่กังวาล ออกเสียงเเบบ  k, t and p ในภาษาอังกฤษ 
ก ข ฅ ฆ ออกเสียงเหมือน "k" 
ด จ ช ด ฎ ต ฏ ฐ ถ ท ธ ฒ ส ศ ษ ออกเสียงเหมือน "t" 
บ ป พ ภ ฟ ออกเสียงเหมือน "p" 



วรรณยุกต์(tonal maek)

เสียงวรรณยุกต์ คือเสียงสูงต่ำที่ให้พยัญชนะเดียวกันมีเสียงสูงต่ำต่างๆกัน
ทำให้ความหมายต่างกัน (เสียงต่าง คามหมายต่าง) เช่น ขาว ข่าว ข้าว
วรรณยุกต์ไทยมี 4 รูป 5 เสียง ได้แก่ สามัญ เอก โท ตรี และ จัตวา ซึ่งขอสรุปดังนี้
1. อักษรกลาง
          1.1 คำเป็น วรรณยุกต์ไม่มีรูปเป็นเสียงสามัญ (ผันได้ครบทุกรูปเสียง
เป็นอักษรชนิดเดียวที่ใช้ไม้ตรีได้)
          1.2 คำตาย วรรณยุกต์ไม่มีรูปเป็นเสียงเอก
2. อักษรสูง
          2.1 คำเป็น วรรณยุกต์ไม่มีรูปเป็นเสียงจัตวา
          2.2 คำตาย วรรณยุกต์ไม่มีรูปเป็นเสียงโท
3. อักษรต่ำ
          3.1 คำเป็น วรรณยุกต์ไม่มีรูปเป็นเสียงเอก
          3.2 คำตาย
          3.2.1 สระเสียงสั้น วรรณยุกต์ไม่มีรูปเป็นเสียงตรี
          3.2.2 สระเสียงยาว วรรณยุกต์ไม่มีรูปเป็นเสียงโท

กลวิธีการออกข้อสอบ
ข้อสอบมักลวงด้วยสระเสียงต่ำ ให้จำว่า สระเสียงต่ำต้องลดรูปวรรณยุกต์ลงตามจริง 1 รูป
ในทางกลับกันทำให้เสียงวรรณยุกต์มีมากว่ารูป 1 เสียง เสอม เช่น โน๊ตต้องเป็น โน้ต,
เสื้อเชิ๊ตเป็น เสื้อเชิ้ต เป็นต้น

เสียงหนักเสียงเบา



      ลักษณะที่ควรสังเกตเกี่ยวกับเสียงหนักและเสียงเบา ได้แก่
      1. ความรู้เกี่ยวกับพยางค์
การศึกษาเรื่องการออกเสียงหนักเบา จะต้องมีความรู้เกี่ยวกับพยางค์
            1.1. พยางค์ในภาษาไทยประกอบด้วยเสียงพยัญชนะ เสียงสระ เสียงวรรณยุกต์
และบางพยางค์มีเสียงพยัญชนะสะกดด้วย
            1.2. เสียงพยัญชนะต้นอาจมีเสียงเดียว เช่น คาบ หรืออาจมี 2 เสียงควบกล้ำกัน
เช่น คราบ
            1.3. พยางค์บางพยางค์อยู่ลำพังพยางค์เดียวได้ และมีความหมาย
แต่บางพยางค์ก็จะต้องปรากฏร่วมกับพยางค์อื่นจึงจะมีความหมาย
            1.4. คำบางคำมีพยางค์เดียว บางคำมีหลายพยางค์ เช่น แม่ เดิน นาฬิกา ดนตรี

      2. สาเหตุการออกเสียงคำหนักเบาไม่เท่ากัน

      การออกเสียงคำไทยมิได้ออกเสียงเสมอกันทุกพยางค์ แต่ละพยางค์อาจออกเสียงหนักเบา
ไม่เท่ากัน ทั้งนี้อาจเนื่องมาจาก
            2.1. จำนวนพยางค์ของคำนั้น
            2.2. หน้าที่ของคำและความหมายของคำในประโยค
            2.3. เจตนาของผู้ส่งสารที่ต้องการเน้นให้ผู้ฟังสนใจ เน้นตามความรู้สึก

      3. ลักษณะที่ควรสังเกตอื่นๆเกี่ยวกับการออกเสียงหนักเบา

            3.1. ถ้าเป็นคำพยางค์เดียว และเป็นคำสำคัญในประโยค เช่น คำนาม คำกริยา
จะลงเสียงหนัก คำนามเมื่อใช้เป็นคำเรียกผู้อื่น ก็จะลงเสียงหนักกว่าปกติ
            3.2. ถ้าเป็นคำ 2 พยางค์ จะลงเสียงหนักที่พยางค์หลัง เช่น ธุระ บุหรี่
            3.3. ถ้าเป็นคำ 3 พยางค์ขึ้นไป จะลงเสียงหนักที่พยางค์หลังสุด
ส่วนพยางค์อื่นขึ้นอยู่กับสระว่าเป็นสระเสียงสั้นหรือยาว มีพยัญชนะสะกดหรือไม่
ถ้าเป็นพยางค์ที่มีสระเสียงยาวหรือมีพยัญชนะสะกดก็มักลงเสียงหนัก
คำที่ลงเสียงหนักพยางค์ที่ 3 เช่น กรุณา มะละกอ
คำที่ลงเสียงหนักพยางค์ที่ 1 และ 3 เช่น วิทยุ โทรทัศน์
คำที่ลงเสียงหนักพยางค์ที่ 1 และ 3 เช่น สุภาษิต ธนาคาร
            3.3 ถ้าเป็นคำซ้อนมักลงเสียงหนักทั้ง 2 พยางค์ เช่น แจ่มจัง เรียกร้อง
            3.4. ถ้าผู้พูดต้องเน้นคำใดเป็นพิเศษ ก็ลงเสียงหนักที่คำนั้น

 

คำ

      ลักษณะที่ควรสังเกตเกี่ยวกับคำ ได้แก่
      1. ประเภทของคำ

      คำในภาษาไทยมีทั้งคำมูล และคำที่เกิดจากการประกอบคำด้วยวิธีต่างๆ ได้แก่ คำซ้ำ
คำซ้อน คำประสม โดยเฉพาะคำซ้ำ และคำซ้อน ไม่ได้มีในทุกภาษา แต่มีในภาษาไทย

      2. ชนิดของคำ

      ชนิดของคำที่ไม่ได้มีในทุกภาษาแต่มีในภาษาไทย ได้แก่ คำลักษณะนาม คำบอกท่าที
ีของผู้พูด คำบอกสถานภาพของผู้พูดกับผู้ฟัง
คำลักษณะนาม เช่น ด้าม ใบ อัน ตัว
คำบอกท่าทีของผู้พูด เช่น นะ เถอะ
คำบอกสถานภาพของผู้พูดกับผู้ฟัง เช่น คะ ครับ

      3. คำกับบริบท

      ในภาษาไทยจะรู้ความหมายของคำได้ชัดเจนต้องสังเกตดูจากบริบท คือ
สถานการณ์แวดล้อมของคำนั้น ซึ่งจะช่วยบอกความสัมพันธ์ของคำกับคำอื่นได้ด้วย
นอกจากนั้นบริบทยังช่วยบอกเจตนาของผู้ส่งสารได้ด้วย เช่น ลูกสาวใส่กระโปรงสั้นมาก
คุณแม่เห็นแล้วพูดว่า “ แหม สวยจริงนะ “ ลูกสาวต้องสังเกตสีหน้าท่าทางของคุณแม่ว่า
เป็นอย่างไร คำว่า “สวย” ของคุณแม่อาจเป็นการพูดชมหรือพูดประชดประชันก็ได้
ต้องอาศัยบริบทจึงจะบอกเจตนาของผู้ส่งสารได

ประโยค

ลักษณะที่ควรสังเกตเกี่ยวกับประโยค ได้แก่
      1. การเรียงลำดับคำในประโยค
            โดยปกติประโยคในภาษาไทยจะเรียงตามลำดับประธาน กริยา กรรม
การเรียงลำดับคำในประโยคของภาษาไทยนั้น จะช่วยบอกความหมายและความสัมพันธ
์ของคำในประโยค ดังนั้นถ้าเรียงลำดับต่างกัน ความหมายและความสัมพันธ์ของคำก็อาจ
เปลี่ยนแปลงไปด้วย เช่น
      - ฉันรักเขา
      เขารักฉัน
บางประโยคเรียงลำดับคำต่างกัน แต่ความหมายไม่เปลี่ยนแปลง เช่น
      - โสภาสูงเท่ามาลี
      มาลีสูงเท่าโสภา
บางประโยคก็อาจเปลี่ยนลำดับคำได้หลายแบบ ดังนั้นการรียงลำดับคำในประโยคจึงต้อง
ดูความหมายเป็นสำคัญด้วย

      2. ความยาวของประโยค

            ประโยคอาจประกอบกันเป็นประโยคที่ยาวขึ้นหรือซับซ้อนขึ้น
ประโยคในภาษาไทยมีทั้งประโยคความเดียว ประโยคความรวม และประโยคความซ้อน
            2.1. ประโยคความเดียว
      ประโยคความเดียว คือ ประโยคที่มีความหมายบริบูรณ์เพียงความหมายเดียว เช่น
                  - วิทยานอนหลับ
                  - แมวดำจับหนู
                  - แม่ชอบดอกมะลิ
            2.2. ประโยคความรวม
            ประโยคความรวม คือ ประโยคความเดียวตั้งแต่ 2 ประโยค มารวมกันโดยม
ีสันธารเป็นตัวเชื่อม ประโยคความรวมนี้อาจมีเนื้อความคล้อยตามกัน ขัดแย้งกัน เป็นเหตุผลกัน
หรือให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น
                  - ฉันไปโรงเรียนแต่น้องไปตลาด
                  - วิทยาชอบเรียนภาษาอังกฤษส่วนสมชายชอบเรียนภาษาไทย
                  - เธอจะอ่านหนังสือหรือจะทำการบ้าน
            2.3. ประโยคความซ้อน
            ประโยคความซ้อน คือ ประโยคที่ประกอบด้วยประโยคที่มีเนื้อความสำคัญ
และประโยคเล็กที่ช่วยเสริมประโยคหลัก เช่น
                  - ฉันไม่รู้ว่าเขาไปหาเธอ
                  - ครูชอบนักเรียนที่ขยันอ่านหนังสือ
                  - เด็กที่นั่งอยู่ใต้ต้นไม้เป็นน้องของฉัน
            ในการสื่อสารนั้นผู้พูดอาจใช้ประโยคชนิดใดก็ได้
ผู้พูดอาจแสดงความคิดอย่างเดียวกันโดยใช้ประโยคความเดียวหลายประโยค หรือใช
้ประโยคความรวม หรือประโยคความซ้อน เช่น
                  - วิทยากำลังมีปัญหา พ่อของเขาไม่สนใจเลย (ประโยคความเดียว 2 ประโยค)
                  - วิทยากำลังมีปัญหา แต่พ่อของเขาไม่สนใจเลย (ประโยคความรวม)
                  - พ่อของเขาไม่สนใจเลยว่าวิทยากำลังมีปัญหา (ประโยคความซ้อน)
            ในภาษาไทยมีวิธีแสดงความสัมพันธ์ของประโยคด้วยวิธีต่างๆ ได้แก่ การใช
้คำเชื่อม การละคำ การใช้คำอื่นแทน เช่น
                  - แม่ตัดสินใจขายบ้านและอพยพเข้าไปอยู่ในเมืองที่เจริญ (การใช้คำเชื่อม)
                  - จิตใจก็ต้องการพักผ่อน มันต้องการอยู่ว่างๆไม่ต้องทำอะไร (การแทน)

ประโยคที่ใช้ในการสื่อสารแบ่งเป็น 6 ชนิด

1. ประโยคบอกเล่า เป็นประโยคบอกว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เป็นการแจ้ง
เรื่องราว บอกข่าวต่างๆ เช่น
          - ตาของข้าพเจ้ามีอาชีพทำไร่ทำนา
          - เมื่อช่างปั้นหม้อเสร็จก็นำไปแกะสลักลวดลาย และนำไปอบในเตาเผา
          - มีดาราคนหนึ่งยิงตัวตายในลิฟต์ ตำรวจสันนิษฐานว่าเป็นการฆาตกรรม

2. ประโยคปฏิเสธ เป็นประโยคมีใจตรงข้ามกับประโยคบอกเล่า อันความไม่ตอบ
สนองต่อผู้ถาม มักใช้คำว่า ไม่ ไม่ได้ ไม่ใช่ มิได้ ประกอบในประโยค
          - ผมไม่ได้ขโมยยางลบเขาไปนะ
          - เธอไม่สามารถมากินข้าวกับผมได้
          - ตาของผมเป็นนักธุรกิจ ไม่ใช่นักการเมือง

3.ประโยคคำถาม เป็นประโยคที่ใจความ มักแสดงคำถามอยู่หน้าหรือหลัง ประโยค มี 2ชนิด
ประโยคคำถามที่ต้องการคำตอบ มักใช้คำว่า อะไร ใด ไหน เมื่อไร อย่างไร เหตุใด เท่าใด อยู่หน้าหรือท้ายประโยคก็ได้ เช่น
          - ใครเป็นคนทำกับข้าวไว้ให้
          - วันนี้กินอะไร
          - เราจะไปเชียงใหม่โดยการเดินทางแบบใด
ประโยคคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบรับ หรือปฏิเสธ มักมีคำว่า หรือ หรือไม่ ไหม
ท้ายประโยค เช่น
          - ยางลบก้อนนี้ของคุณหรือ
          - คุณไปกินข้าวกับผมได้หรือไม่

4.ประโยคคำสั่ง เป็นประโยคบอกให้ทำหรือไม่ให้ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มักจะละประธานไว้
ประโยคจะมี 2 ลักษณะ คือ
      ประโยคสั่งให้ทำ มักใช้กริยาขึ้นต้นประโยค จะใช้คำว่า จง
แต่หากมีประธานขึ้นต้นจะมีคำว่า ซิ นะ หน่อย ต่อท้ายประโยค เช่น
          - จงนั่งเร็วๆหน่อย
          - เธอพูดดีๆนะ
          - จงทำตามที่เธอสั่ง
 ประโยคห้าม หรือสั่งไม่ให้ทำ มักละประธาน และใช้คำว่า อย่า ห้าม ขึ้นต้นประโยค เช่น
          - อย่าเดินลัดสนาม
          - ห้ามทิ้งขยะลงชักโครก
          - ห้ามจับปลาฤดูวางไข่

5. ประโยคแสดงความต้องการ เป็นประโยคที่มีใจความแสดงความต้องการ อยากได้ อยากมี อยากเป็น มักมีความว่า ต้องการ ปรารถนา ประสงค์ อยู่ในประโยค เช่น
          - ฉันปรารถนาที่จะบินได้เหมือนนก
          - เเม่ต้องการให้ฉันเป็นเด็กดี
          - พ่อประสงค์ให้ฉันเรียนต่อในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

6.ประโยคขอร้อง ชักชวน และอนุญาต เป็นประโยคมีใจความขอร้อง ชักชวน หรืออนุญาต อาจละประธานไว้ มักมีความว่า ซิ หน่อย นะ น่า อยู่ท้ายประโยค และมีความว่า โปรด กรุณา ช่วย วาน    อยู่หน้าประโยค เช่น
          - โปรดอย่าส่งเสียงดังในห้องสมุด
          - เราออกไปเดินเล่นงานกาชาดกันดีกว่านะ
          - เธอเข้าไปเถอะนะ

ขอขอบคุณ
ขอขอบคุณ คุณครูสมบูรณ์ สิงหรา ที่ให้คำปรึกษาในการทำ งานชิ้นนี้ และขอขอบคุณข้อมูล
จากเว็บไซต์ ดังต่อไปนี้ ด้วยครับ
http://school.obec.go.th/thungmapraw/word/thai1.htm
www.cps.ac.th/link/sirirat/data/lession.htm

 

 

 
top